ยรรยง บุญ-หลง ซื้อเวลาให้คนกรุงด้วยขนส่งระบบรางเชื่อมต่อด้วยระบบคลอง

คนกรุงเทพ ใช้เวลาอยู่บนถนนเกือบครึ่งวัน รถไฟฟ้ามีเครือข่ายน้อยไม่ครอบคลุม ถ้าเอาเครือข่ายคลองมาช่วยเชื่อมก็จะช่วยครอบคลุมได้มากขึ้น

         ถึงฝนจะตกฟ้าจะร้อง แต่ชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะกับคนกรุงเทพฯ ที่การจราจรนั้นแสนสาหัสได้ในทุกช่วงเวลา วันนี้เราจึงมีนัดกับ ยรรยง บุญ-หลง สถาปนิกผู้ให้ความสนใจกับระบบขนส่งมวลชนของกรุงเทพฯ ที่ดูวุ่นวายไร้ระเบียบแต่สามารถขนส่งคนได้จำนวนมหาศาลต่อวัน

 

 

         “จุดเริ่มต้นที่ทำวิจัยเรื่องการเชื่อมคลองกับระบบรถไฟฟ้าก็มาจากว่า ตอนนั้นได้คุยกับเพื่อนๆ ที่เป็นนักเขียน ซึ่งเขาก็ชอบไปสังสรรค์กันแถวๆ ท่าพระจันทร์ แล้วผมไปสายประจำเลย เพื่อนเขาก็แนะนำว่าทำไมไม่นั่งรถไฟฟ้า BTS แล้วมาต่อเรือที่คลองแสนแสบ ผมก็ลองดู ปรากฏว่าใช้เวลาแค่ 15 นาทีก็ถึงท่าพระจันทร์ จากที่เคยนั่งแท็กซี่ 2 ชั่วโมง ก็เลยคิดว่ามันน่าจะมีจุดเชื่อมต่อแบบนี้หลายจุดที่เราไม่รู้ ก็เลยลองทำวิจัยดู โดยไปขอทุนจากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ศึกษาว่ามันมีจุดตัดระหว่างคลองกับรางตรงไหนบ้าง ถ้าเกิดจุดที่ตัดกันแล้วมีชุมชนก็ยิ่งดีเลย” 

         ปกติแล้ว ยรรยงนั้นมีอาชีพเป็นสถาปนิก โดยรับงานที่ปรึกษาโครงการทางด้านผังเมือง นอกจากนั้นก็เป็นนักวิจัย อย่างเช่นโครงการเชื่อมคลองกับระบบราง ที่เรากำลังพูดคุยกับเขาอยู่ตอนนี้ แต่ถ้าใครที่เคยติดตามผลงานของเขามาก่อนก็น่าจะคุ้นเคยชื่อของเขาดีจากงานเขียนที่ตีพิมพ์มาแล้วหลายเล่ม เช่น บันทึกลับสถาปนิกโรบินฮูด รูรังเรือน คู่รัก เมืองใหญ่ One-night Stand และล่าสุดกับหนังสือ Bangkok: Homemade Transit ที่เขาเป็นบรรณาธิการ ซึ่งผลงานทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับมุมมองด้านการออกแบบ การจัดการเมือง ที่สะท้อนถึงความสนใจของสถาปนิกคนนี้ได้เป็นอย่างดี

 

ใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด

         “งานวิจัยนี้ทำตั้งแต่ปี 2012 ประมาณ 4 ปีที่แล้ว ตอนนี้ทางภาครัฐเขาก็เอาข้อมูลไปใช้ในการออกนโยบายเพื่อเชื่อมต่อระบบคลองกับระบบราง เพราะมันทำได้เร็วกว่าที่จะไปสร้างระบบรางใหม่ทั้งโครงข่าย ผลวิจัยที่เราได้มาเราก็ลองนำทั้งคลองที่มีเยอะแล้วก็ระบบรางที่มีน้อยมาเชื่อมกัน มันก็กลายเป็นโครงข่ายที่ใหญ่ได้ คือระบบรางมันวิ่งได้เร็วแต่มีน้อย ส่วนระบบคลองนั้นมีเยอะแต่วิ่งได้ช้า พอมาเชื่อมกันเป็นไฮบริดก็เกิดปฏิสัมพันธ์ที่น่าสนใจ”

         ทั้งๆ ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมาเป็นเวลานาน แต่เมื่อกลับมาอยู่เมืองไทย กลับกลายเป็นว่าเขาเริ่มสนใจระบบขนส่งมวลชนของกรุงเทพฯ เพราะเหตุผลใกล้ตัวนั่นเอง

         “ตอนกลับมาอยู่เมืองไทยใหม่ๆ อย่างแรกที่รู้สึกเลยก็คือรถติด คนกรุงเทพฯ ใช้เวลาอยู่บนถนนเกือบครึ่งวัน ผมก็เลยพยายามหาว่ามีการเดินทางแบบไหนบ้างที่ไม่ต้องเจอรถติด ก็มีรถไฟฟ้าซึ่งมีเครือข่ายน้อยไม่ครอบคลุม ก็เลยดูที่คลอง ก็พบว่าเครือข่ายมันเยอะมากแล้วถ้าเอามาเชื่อมกับรถไฟฟ้าได้ก็จะยิ่งครอบคลุม พอมีคนแนะนำให้นั่งเรือก็พบว่ามันเร็วมาก แค่10-15 นาทีก็ถึงจุดหมายแล้ว อย่างเมื่อเช้าผมเพิ่งไปติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ชุมชนริมคลองแล้วเขาบอกว่ากำลังจะมีรถไฟฟ้าสายสีเขียวมาลงหน้าชุมชน ร้านสะดวกซื้อก็จะมาเปิด เพราะชุมชนนี้กำลังจะกลายเป็นจุดเชื่อมต่อใหญ่ มันก็เป็นการสร้างเศรษฐกิจด้วย อย่างเดิมทีพื้นที่ตรงนี้เปรียบเสมือนหลังบ้าน เป็นพื้นที่ริมคลอง เป็นที่ทิ้งขยะ มียาเสพติด แต่พอกลายเป็นหน้าบ้านมีการสัญจรความเจริญก็เกิดขึ้น” 

 

 

 

 

กรุงเทพฯ (อดีต) เวนิสตะวันออก


         หลายคนน่าจะคุ้นเคยดีกับคำว่าเวนิสตะวันออก ที่ชาวตะวันตกตั้งฉายาให้กับกรุงเทพฯ เนื่องมาจากคลองที่เป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำที่เราคนไทยใช้กันมาแต่โบราณ แต่เมื่อการคมนาคมทางบกเจริญขึ้น การใช้รถใช้ถนนจึงเข้ามาแทนที่การใช้เรือ คลองที่ลัดเลาะชุมชนต่างๆ ในกรุงเทพฯ จึงลดความสำคัญลง

         “จริงๆ แล้วในกรุงเทพฯ ก็มีคนใช้คลองอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราพยายามทำให้คลองกับระบบรางเชื่อมกันมันก็จะดีขึ้นอีก สมมติว่ามีสถานีรถไฟฟ้าอยู่ห่างคลอง 500 เมตร เราก็ควรที่จะทำท่าเรือใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า ก็ต้องไปเปิดคลองที่อยู่ใกล้กับสถานี การเปิดคลองก็หมายถึงทำให้คลองที่มีอยู่แล้วใช้สัญจรได้ จากเดิมที่ไม่มีเรือเลย มีแต่น้ำเน่าๆ”

         ประชากรกรุงเทพฯ มีอยู่ประมาณ 6 ล้านคน แต่จะมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่ใช้บริการขนส่งทางน้ำ ซึ่งมีไม่กี่เส้นทาง หลักๆ ก็ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา และคลองเพียง 2 แห่ง คือ คลองแสนแสบ และคลองภาษีเจริญ แต่เมื่อผลงานวิจัยนี้ได้เผยแพร่ไปในวงกว้าง ความเปลี่ยนแปลงจึงเริ่มเกิดขึ้น

         “ตอนแรกที่ทำเรื่องคลองก็ไม่มีคนสนใจเท่าไหร่ ต่อมาได้ทุนจากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ก็เลยพอมีเงินจัดเสวนา เชิญภาครัฐมาร่วม แล้วก็เขียนบทความลงใน ThaiPublica ก็เล่าว่าถ้าเอาคลองกลับมาใช้งานอีกก็จะช่วยร่นระยะเวลาเดินทางได้มาก เพราะถึงแม้เรามีเงินมีที่ทำถนน พอสร้างถนนไปรถก็ยังติดอยู่ดี เหมือนตายสิบเกิดแสน คือการจราจรในกรุงเทพฯ ยังไงก็ติด ดังนั้นเราก็ควรจะคิดวิธีหาเครือข่ายการจราจรใหม่ๆ ดีกว่า”

 

 

หนึ่งเสียงหนึ่งสิทธิการเดินทาง

         “อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือเรื่องสิทธิของคนที่ใช้ขนส่งสาธารณะ อย่างชั่วโมงเร่งด่วนรถเมล์หนึ่งคันก็เท่ากับคนขับรถยนต์ 50 คันเลยนะ ถ้าคิดตามจำนวนคนการเปิดเลนให้รถเมล์ในช่วงเร่งด่วนก็ถือว่าเขามีสิทธิ์นะ ถ้าเราทำอย่างนั้นได้ คนในกรุงเทพฯ ก็ยังมีทางเลือกมากขึ้นว่าใช้รถเมล์ในช่วงเร่งด่วนก็จะถึงที่หมายเร็วกว่ารถส่วนตัว อย่างประเทศอื่นเขาก็ทำเลนรถ BRT (Bus Rapid Transit) แต่ของที่กทม.ทำมันไม่โอเค เพราะว่ามีแค่เส้นทางเล็กๆ เหมือนมีโทรศัพท์แค่สองเครื่อง มันก็เชื่อมกับอะไรไม่ได้เลย แล้วถ้าลองพิจารณาการขนส่งทางน้ำดู ปริมาณคนที่ใช้บริการเรือในคลองแสนแสบจะเท่ากับประมาณ 60,000 คนต่อวัน เรือลำหนึ่งนั่งได้ประมาณ 100 คนในช่วงเร่งด่วน ถ้าเทียบเป็นจำนวนรถแล้วก็ได้ทั้งถนนเลยนะ”

         นอกจากแง่มุมของการคมนาคมแล้ว คลองยังถือว่ามีประโยชน์ในแง่อื่นๆ อีก ทั้งในแง่ศรษฐกิจ ไปจนถึงช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ดังนั้น ถ้าภาครัฐหันมาร่วมมือกับชุมชนในการดูแลรักษาคลองให้สะอาดและใช้สัญจรได้ ประโยชน์ที่ได้รับก็จะตกอยู่กับทุกฝ่าย

         “การสัญจรทางน้ำ โดยเฉพาะคลองในกรุงเทพฯ ก็ยังนับว่าไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ เราก็เลยคิดว่าคลองเหล่านี้น่าจะเป็นโครงการที่กทม.ควรปรับปรุง อย่างน้อยถ้าทำให้น้ำในคลองสะอาดเท่ากับแม่น้ำเจ้าพระยาก็ถือว่ายังดี อย่างน้ำเสียในคลองก็มาจากบ้านริมคลองนี่แหละที่ปล่อยของเสีย ซึ่งการจัดระเบียบที่เพิ่งเกิดขึ้นที่ให้บ้านที่รุกล้ำคลองขึ้นมาบนฝั่ง เราก็คิดว่าไหนๆ จะต้องสร้างบ้านใหม่แล้วก็น่าจะทำระบบบำบัดน้ำเสียไปเลย หรืออย่างตอนนี้เราก็มีโครงการอื่นๆ ที่ทำกับชุมชนริมคลอง ก็คือการติดโซลาร์เซลล์เพื่อให้เขาขายไฟเพื่อนำรายได้กลับมาผ่อนบ้านได้อีก เพราะว่าพอขึ้นมาบนตลิ่งก็สามารถเช่าสิทธิ์ที่ดินได้ คือจริงๆ แล้วการมีชุมชนริมคลองนั้นเป็นเรื่องที่ดีนะ เพราะไม่อย่างนั้นคลองก็จะร้าง พอมีท่าเรือแล้วไม่มีคนก็จะเปลี่ยว เวลามีคนมาขายของก็เหมือนมีคนมาช่วยเป็นหูเป็นตา ช่วยดูแล”

 

เรื่อง วสิตา กิจปรีชา

ภาพ วสิตา กิจปรีชา และ ยรรยง บุญ-หลง