จิ๋วแต่แจ๋ว(มาก) "นโม-ปิตุภูมิ"

นักประดิษฐ์น้อย เจ้าของรางวัลระดับประเทศ

ใครว่า...ผู้ที่จะเป็น "นักประดิษฐ์" ได้ ต้องเก่ง "แคลคูลัส" ระดับเทพ เก่ง "ฟิสิกส์" ระดับท็อป ต้องเป็นผู้ที่มีอายุมากๆ จบสูงๆ ยิ่งเป็นระดับ "ด็อกเตอร์" นี่ใช่เลย

แต่สำหรับ "เจ้าหนูนักประดิษฐ์" วัย 11 ขวบ คนนี้ "น้องนโม" หรือ ด.ช.ปิตุภูมิ ชัยเจริญวรรณ นักเรียนชั้นม.1 โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ได้ฉีกกฎความเข้าใจนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

เห็นอายุน้อยๆ อย่างนี้ แต่ "นโม" กวาดรางวัลจากการแข่งขันสิ่งประดิษฐ์มามากมาย ตั้งแต่เรียนระดับชั้น "ประถมศึกษา" และยังได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติอีกด้วย อาทิ ชนะเลิศผลงานวิจัยสภาพแวดล้อมโลก Globe Thailand 2017, ตัวแทนประเทศไทยนำเสนองานวิจัยระดับนานาชาติ HSP and ENIEP Fair/Exhibition & GLOBE Asia - Pacific Science Festival 2017, รองแชมป์ประเทศไทยหุ่นยนต์ประดิษฐ์ World Robot Olympiad ระหว่างปี 2015-2017

นโม เล่าว่า ก่อนที่จะมาสนใจสิ่งประดิษฐ์ เขาชอบเรียนคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เพราะสนุกที่ได้แก้โจทย์ จนกระทั่งพ่อของเขาเปิดศูนย์หุ่นยนต์ RoboMind  ซึ่งเป็นศูนย์การศึกษาทางเลือก (Alternative Education) เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กในช่วงปฐมวัย 4-12 ปี ผ่านการเล่นหุ่นยนต์ จึงได้ลองไปเรียนดู

ตอนนั้น นโมกำลังศึกษาอยู่ชั้น ป.6 เท่านั้น

"พอเรียนไปเรียนมาก็ชอบ เพราะได้แก้โจทย์ต่างๆ ที่พอแก้ได้ ก็สนุกและอยากทำอีก ตรงนี้ จึงทำให้ผมเรียนต่อมาเรื่อยๆ"

การเรียนที่ "โรโบมายด์" ไม่ใช่การเรียนเลคเชอร์เหมือนในห้องเรียน แต่เป็นการเรียนรู้จากการ "ลงมือทำ" ที่ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่า ไม่ได้เรียนอย่างเคร่งเครียด แต่กำลัง "เล่น" อย่างสนุกสนาน

"สิ่งประดิษฐ์อันแรกของผม คือ เครื่องดูดฝุ่นจิ๋ว" นโมเล่า

ซึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาประดิษฐ์ เกิดจากที่นโมเห็นว่า ที่โต๊ะเขียนหนังสือในห้องมีฝุ่นเยอะ จึงอยากประดิษฐ์เครื่องดูดฝุ่นขึ้นมาเพื่อให้โต๊ะตัวเองสะอาดน่าใช้

"ผมประดิษฐ์เครื่องดูดฝุ่นอย่างง่ายๆ ใช้ของที่หาได้ในชีวิตประจำวัน มีเพียงกล่องเล็กๆ มอเตอร์ ใบพัด และท่อพีวีซี"

โปรเจคแรกในชีวิต นโมใช้เวลาทำนานประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า แต่สุดท้ายก็ได้เครื่องดูดฝุ่นฝีมือของตัวเองมาใช้สมใจ

"มันสนุกมากครับ และใช้ได้จริงๆ ตอนนี้โต๊ะสะอาดมาก" เขาว่าอย่างภูมิใจ

เมื่อโปรเจคแรกผ่านฉลุยได้เอามาใช้งานจริง โปรเจคที่ 2-3-4-5 ก็ตามมา ไม่ว่าจะเป็น เครื่องหยอดเหรียญอัตโนมัติ เครื่องเป่าฟองสบู่ รวมถึงไฟฉายหมุน

ซึ่งทุกโปรเจคจะคิดขึ้นจากปัญหาในชีวิตประจำวัน เพื่อนำมาใช้เอง อย่าง เครื่องหยอดเหรียญอัตโนมัติ ก็เอามาตั้งไว้ที่บ้านเป็นกระปุกออมสินได้

"ตอนแรกเวลาเราทำโปรเจคอะไรสักโปรเจคหนึ่ง ก็รู้สึกยากเหมือนกัน แต่พอทำไปๆ ก็..อ๋อ...แบบนี้นี่เอง พอทำได้ก็ยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ และพอเอาใช้ได้จริงๆ มันตื่นเต้นสุดๆ"

จนถึงตอนนี้ นโมประดิษฐ์มาแล้วกว่า 20 โปรเจค และจากโปรเจคย่อยๆ ที่ทำเองใช้เอง ต่อมาก็พัฒนาเป็น "โปรเจคใหญ่" สำหรับไปแข่งขันตามสนามประกวดสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ

อย่างเวทีการประกวดระดับประเทศ การนำเสนอผลงานวิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ระดับโรงเรียน ประจำปี 2560 ที่มีผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 100 ทีม นโมและเพื่อนอีก 2 คนก็สามารถนำเสนอผลงานวิจัย "เครื่องวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ" จนสามารถคว้า "รางวัลชนะเลิศประถมศึกษา ระดับประเทศ" และได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปนำเสนองานวิจัยที่ประเทศไต้หวัน

"แรงบันดาลใจที่ทำเครื่องวัดฝุ่นขึ้นมา เพราะผมเห็นว่ามลพิษทางอากาศอันตราย แต่เราไม่รู้ว่าค่ามลพิษทางอากาศมีเท่าไหร่ จึงทำเครื่องวัดฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศขึ้น โดยมีสโลแกนว่า ทำให้ทุกคนเข้าถึงอากาศที่บริสุทธิ์ เราจึงใช้อุปกรณ์ที่มีราคาถูก หายได้ง่ายทางท้องตลาด ซึ่งเมื่อทำเสร็จแล้วก็ได้นำไปทดลองใช้จริงในที่สาธารณะ เช่น สี่แยกสนามบินเชียงใหม่"

ประดิษฐ์เครื่องแรกประสบความสำเร็จ ปีต่อมา 2561 นโมและเพื่อนๆในทีม ต่อยอดจากเครื่องวัดฝุ่นละออง คิดประดิษฐ์ "Air4All เครื่องฟอกอากาศแบบพกพา" และส่งเข้าประกวดในการแข่งขัน “Young Makers Contest ปี 2560"

งานนี้ นโมและเพื่อนๆ ต้องเจอกับคู่แข่งที่มาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ

"ทีมของเราอายุน้อยสุด รองลองมาก็มีทีมจากม.ปลาย นอกนั้นเป็นมหาวิทยาลัยทั้งหมดเลย มีทั้งจากวิศวะ ลาดกระบัง จากจุฬาฯ"

แม้งานนี้ จะไม่สามารถคว้ารางวัลมาได้ แต่ผลงานของทีมก็ติดอยู่ใน 10 สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ Enjoy Science ของเวทีนี้

"พอเราทำเครื่องวัดฝุ่นละอองแล้ว เราก็ต้องแก้ปัญหาต่อ ด้วยการทำเครื่องฟอกอากาศ โดยเราทำเป็นเครื่องฟอกอากาศแบบพกพา ในราคาที่จับต้องได้ ในขณะที่เครื่องฟอกอากาศตามท้องตลาดทั่วไปเป็นเครื่องฟอกอากาศแบบตั้งพื้นมีราคาหลักหมื่น"

กว่าจะได้เป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด ทีมต้องช่วยกันพัฒนาถึง 6 เวอร์ชั่น

"เครื่องฟอกอากาศ เวอร์ชั่นที่ 6  เป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด เป็นเครื่องฟอกอากาศสำหรับคนเดียว มีขนาดเล็ก ทำด้วยไม้ พกพาได้น้ำหนักเบาเพียง 0.4 กิโลกรัม ใช้พลังไฟฟ้าจากเพาเวอร์แบงค์มือถือ ประหยัดและปลอดภัย รวมถึงเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มือถือได้อีกด้วย แผ่นฟอกยังสามารถใช้ได้ทั้งผ้าและกระดาษชำระที่หาได้ทั่วไป สามารถฟอกอากาศเสีย ฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ ขนาด PM2.5 และ PM10 มีประสิทธิภาพการฟอกอากาศจากระดับอันตราย ลดลงจนเหลือระดับปลอดภัย ภายในเวลา 3-5 นาที"

ไม่เพียงติดอันดับ 10 สุดยอดสิ่งประดิษฐ์  Air4All ยังกวาดรับรางวัลจากเวทีสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ อีกหลายเวที อาทิ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ4, World Robot Olympiad:WRO2017, รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ2, Digital Thailand Big Bang2017

ที่น่าทึ่งคือ สิ่งประดิษฐ์จากเด็กอายุ 11 ขวบ สามารถนำไปใช้ได้จริงๆ ในกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทางทีมมอบเครื่องพอกอากาศที่ทำขึ้นเองให้กับสถานสงเคราะห์คนชราบ้านธรรมปกรณ์ เชียงใหม่, ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแม่โจ้เนอร์สซิ่งโฮม เชียงใหม่ และศูนย์โรคทางเดินหายใจ โรงพยาบาลมหาราช เชียงใหม่

"ภูมิใจมากครับ ที่สิ่งประดิษฐ์ของพวกเราสร้างประโยชน์ให้กับสังคม และช่วยชีวิตคนได้"

และนี่คือ นักประดิษฐ์จิ๋วที่ผลงานไม่จิ๋วตามตัว นโม เล่าว่า เสน่ห์ของการเป็นนักประดิษฐ์คือ ความท้าทาย และความสนุก

"เวลาเราตกที่นั่งลำบาก ทำไม่ได้ เราก็ต้องลองทำไป ก็อาจจะมีท้อบ้าง แต่เราก็ต้องฮึดสู้ แล้วลองทำใหม่ ลองทำให้ได้ และพอทำได้ เราก็ชอบ พอเราชอบ เราก็อยากทำอีก อยากเรียนรู้อีก ซึ่งนี่คือความสนุกที่ได้จากการประดิษฐ์"

"ไอดอล" ของ "นโม" ก็คือ "โทมัส แอลวา เอดิสัน" (Thomas Alva Edison) เป็นนักประดิษฐ์ผู้เป็นบุคคลแรกที่จดสิทธิบัตรในการประดิษฐ์หลอดไฟ

"ไอดอลของผมคือ เอดิสัน เขาเป็นคนทำหลอดไฟ เขาทำพลาดเป็นพันๆ ครั้ง แต่เขาไม่ล้มเลิก ยังคงทำต่อไป สุดท้ายเขาเป็นผู้ประดิษฐ์หลอดไฟและจดสิทธิบัติเป็นคนแรกของโลก ความมุ่งมั่นของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ผมรู้ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น การที่เราผิด ทำให้เรามีโอกาสเรียนรู้มากขึ้น เมื่อก่อนผมจะเป็นคนที่มีอุปสรรคนิดเดียวก็ล้มเลิกแล้ว เช่น ต่อสายไฟไม่ได้ ผมจะเลิก แต่ตอนนี้ ผมก็ทำได้แล้ว ถ้าไม่สู้ เราก็ไม่มีโอกาสเลย แต่ถ้าเราฮึดสู้ เราก็จะมีโอกาส"

สำหรับอนาคตข้างหน้า นโมมีความฝันหลายอย่าง ทั้งอยากเป็นคนพัฒนาเกม รวมถึงเป็นทันตแพทย์ ส่วนการเป็นนักประดิษฐ์ เขาอยากทำเป็นงานอดิเรก

แต่ตอนนี้ "นโม" กำลังวางแผนกับเพื่อนๆเพื่อไปแข่งระดับโอลิมปิก โดยจะทำโปรเจค "กล่องสูญญากาศถนอมอาหาร" ป้องกันแบคทีเรีย เพื่อฆ่าเชื้อในอาหาร ทำให้อาหารสะอาดขึ้น

เอาใจช่วยให้นโมและผองเพื่อนทำสำเร็จ และสามารถต่อยอดสิ่งประดิษฐ์นี้มาทำประโยชน์ให้กับสังคมได้อีก

 

สูตรลับ "จิ๋วแต่แจ๋ว" ของ "นโม"

จาก "คุณพ่อ" ผู้อยู่เบื้องหลัง

ปริทัศน์ ชัยเจริญวรรณ เจ้าของ โรโบมายด์ ผู้เป็นบิดาของ "น้องนโม" เผยว่า รูปแบบการเรียนรู้ผ่านหุ่นยนต์ โรโบมายด์ จัดอยู่ในกลุ่ม การศึกษาทางเลือก เป็นการส่งเสริมพัฒนาการเด็กในช่วงปฐมวัย 4-12 ปี ผ่านการเล่นหุ่นยนต์  เพราะเชื่อว่าหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ของเด็กว่า ที่เห็นเด็กเล่นนั้น เขากำลังเรียนรู้ การเรียนการสอนของเราจึงใช้ภารกิจหุ่นยนต์ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จากการปฏิบัติ (On-hand experience) เด็กจะได้รับพัฒนาทั้ง EQ และ IQ ในระหว่างการเรียน ส่งเสริมให้เกิดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

"โรโบมายด์ เกิดขึ้นจากที่เรารู้ว่าระบบการศึกษาของไทยมีปัญหา แล้วเราไม่อยากเดินตามปัญหานั้น เราอยากให้ลูกเราเป็นคนกำหนดชีวิตตัวเอง ไม่อยากให้เรียนมาเพื่อแย่งงานกัน เราอยากสอนให้ลูกเราเป็นคนครีเอทงานมากกว่า  จึงตั้งโรโบมายด์ขึ้นมา ที่นี่เหมือนเป็นสังคมเล็กๆ ที่เด็กๆ ได้มาเจอกัน และให้เด็กๆ ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ที่เขาอยากทำ เรียนรู้บนความสนุก ได้ลงมือทำ ได้คิดได้ทดลอง ได้บูรณาการศาสตร์ต่างๆ ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นการวางพื้นฐานที่ดีในการเติบโตในโลกที่เต็มไปด้วยวิทยาการอย่างปัจจุบัน"

โรโบมายด์ได้รับการตอบรับดีจากเด็กๆ และผู้ปกครอง รวมทั้ง เด็กๆ จากที่นี่ยังมีผลงานออกไปคว้ารางวัลต่างๆมากมาย

"จากความสามารถของเด็กๆ มันทำให้ข้อจำกัดทางอายุ และข้อจำกัดความเป็นเด็กต่างจังหวัดหายไป ตอนนี้ เด็กๆ ไม่กลัวที่จะแข่งขัน และหลายคนก็ไปไกลถึงต่างประเทศ"

รวมถึง "ลูกชาย" ของเขาด้วย "น้องนโม"

ปริทัศน์ แชร์เทคนิคการเลี้ยงลูกว่า เน้นส่งเสริมในสิ่งที่ลูกชอบ และเน้นให้ลูกลงมือทำ ซึ่งการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ เหมือนจำลองชีวิตจริงๆ สำหรับเด็กช่วยพัฒนาไอคิว-อีคิว

"สำหรับผม การศึกษาพื้นฐานมี 2 วิชาที่ต้องต้องรู้คือ ภาษา และคณิตศาสตร์ ถ้าพ่อแม่จะบังคับให้ลูกเรียน ในมุมผม มี 2 วิชานี้ ส่วนที่เหลือให้ฟังเด็กให้สังเกตว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร การศึกษาที่ดีที่สุด คือทำให้ลูกรู้จักตัวเอง การศึกษาที่ถูกต้องคือให้ลูกเจอตัวเอง"

"การเจอตัวเองถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐ"

"ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่พ่อแม่สามารถช่วยลูกได้ ด้วยการให้ลูกทำอะไรเยอะๆ อย่าเก็บลูกไว้แต่ในห้องเรียน ให้ออกไปข้างนอก แล้วหมั่นสังเกต และลูกจะบอกเราเอง จากที่เราเห็น จากที่เขาอยากทำ มันสัมผัสได้ว่าใช่ หรือไม่ใช่ เพราะถ้าใช่ เด็กจะคิดถึงมัน หน้าที่ของเรา คือใส่เชื้อเพลิงไปเรื่อยๆ อย่าให้มอดลงก่อนเท่านั้นเอง" ปริทัศน์ กล่าว