จาก “ข้าว” สู่ “นมข้นหวาน” นวัตกรรม”เฮลตี้” ปลุกสังคม รักสุขภาพ-ลดโรค NCDs

นวัตกรรม“เฮลตี้” ปลุกสังคม รักสุขภาพ-ลดโรค NCDs

น่าจะโดนใจ "คนรักสุขภาพ" กับนวัตกรรมใหม่ที่คิดค้นโดยคนไทย วิจัยโดยคนไทย และสร้างสรรค์โดยคนไทย

 

สำหรับ "นมข้าวข้นหวานเพื่อสุขภาพ" ซึ่งได้รับรางวัล เหรียญเงิน จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับโลก ครั้งที่ 46 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

ทีมนักวิจัยคนไทยผู้ทำให้ "ข้าว" กลายเป็นอีก "ผลิตภัณฑ์" ที่หลายคนคาดไม่ถึงว่าจะกลายมาเป็น "นมข้นหวาน" ได้

 

นำทีมโดย ดร.กฤติยา เขื่อนเพชร หัวหน้าทีมวิจัย จากสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.ธรรมศาสตร์ และคณะผู้ร่วมวิจัย ดร.สุธีรา วัฒนกุล จากคณะและมหาวิทยาลัยเดียวกัน รศ.ดร.สาโรจน์ ศิริศันสนียกุล จากภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ รศ.ดร.วีรเชษฐ์ จิตตาณิชย์ จากภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ดร.มลนพรรษ สงค์พิมพ์ จากภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ดร.กฤติยา เขื่อนเพชร หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวถึงที่มาในการวิจัยนมข้าวข้นหวานว่า เกิดจากเห็นว่าประเทศไทยมีข้าวเป็นวัตถุดิบหลัก เป็นเอกลักษณ์ของไทย ซึ่งข้าวที่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ และเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ คือ ข้าวหอมมะลิ สมัยก่อนข้าวสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมหาศาล ปัจจุบัน แม้จะผลิตข้าวได้จำนวนมาก แต่ชาวนาและผู้ประกอบการกลับไม่มีรายได้จากข้าวมากนัก และที่ผ่านมา ข้าวได้ถูกนำมาแปรรูปเป็นข้าวพอง น้ำนมข้าว แต่ก็ยังไม่โดดเด่นนัก

 

"จึงมองว่า ถ้าสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าวได้ ก็จะสร้างความแตกต่างให้กับตลาดอาหารแปรรูปพร้อมบริโภคและทางเลือกของผู้บริโภคได้" ดร.กฤติยาเผย

 

นอกจากความตั้งใจที่จะส่งเสริม "ข้าวไทย" แล้ว ดร.กฤติยา ยังให้ความสำคัญในประเด็น "สุขภาพ" โดยระบุว่า จากสถิติการเสียชีวิตด้วย "โรคเบาหวาน" หนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในปี พ.ศ.2556 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs ถึง 349,090 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 75.2 ของการเสียชีวิตของประชากรไทยทั้งหมด (ที่มา: กรมควบคุมโรค, 2557) ซึ่งเป็นผลมาจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและพฤติกรรมบริโภคที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น การรับประทานอาหารหวาน-มัน-เค็มเกินพอดี มีความเครียดสะสม พักผ่อนและออกกำลังกายไม่เพียงพอ โดยปัจจุบันกลุ่มวัยรุ่น มีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้น

 

"ดังนั้น เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่-ผู้สูงอายุที่รักสุขภาพ และผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ทีมนักวิจัยจึงพัฒนานมข้าวข้นหวานเพื่อสุขภาพ สูตรหวานพอดี-ไขมันต่ำ ปราศจากไขมันทรานส์ ผลิตจากน้ำนมข้าวหอมมะลิ ช่วยปรับสมดุลระบบขับถ่าย มาพร้อมบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย สะดวกต่อการพกพาและการบริโภค"

 

ทั้งนี้ การพัฒนานมข้าวข้นหวานเพื่อสุขภาพ ใช้ระยะเวลาในการวิจัยและพัฒนาประมาณ 2 ปี โดยการศึกษาวิจัยจากข้าวหลายสายพันธุ์ ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวกข43 ซึ่งเป็นข้าวดัชนีน้ำตาลปานกลางค่อนข้างต่ำ รวมถึงข้าวหลากหลายคุณภาพเช่น ข้าวเต็มเมล็ด ข้าวเมล็ดหัก ข้าวคุณภาพปานกลาง

 

"ข้าวที่นำมาผลิตนมข้าวข้นหวานได้ดี คือ ข้าวที่มีส่วนผสมของข้าวหอมมะลิ กับ ข้าวกข 43 เนื่องจากข้าวหอมมะลิเป็นข้าวขาว หากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปก็จะไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้ จึงนำข้าวดัชนีน้ำตาลปานกลางค่อนข้างต่ำ คือ ข้าวกข 43 มาผสมลงไปด้วยในสัดส่วนที่เหมาะสม ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความหอมของข้าวหอมมะลิ และได้ผลิตภัณฑ์ทางเลือกของคนรักสุขภาพ และต้องการจำกัดการบริโภคแป้งและน้ำตาล"

ส่วน "ความหวาน" ของนมข้าวข้นหวานนั้น มาจาก "น้ำเชื่อมพรีไบโอติกจากแก่นตะวัน" ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทีมนักวิจัยของ รศ.ดร.สาโรจน์ ศิริศันสนียกุล คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการสนับสนุนองค์ความรู้และวัตถุดิบเพื่อการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม

 

"แก่นตะวัน เป็นพืชหัวที่ปลูกได้ในประเทศไทย พอนำมาแปรรูปเป็นน้ำเชื่อมจะให้รสหวาน แต่มีประโยชน์จากพรีไบโอติก และอินนูลิน ซึ่งเป็นใยอาหาร ซึ่งถ้าเทียบกับน้ำตาลแล้ว มีความแตกต่างกัน"

 

"โดยถ้ารับประทานน้ำตาลปริมาณมากมีผลต่อปริมาณระดับน้ำตาลในเลือดที่จะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผู้เป็นเบาหวาน ผู้ควบคุมน้ำหนัก ในขณะที่การรับประทานน้ำเชื่อมพรีไบโอติกจากแก่นตะวัน ซึ่งให้ความหวานแต่มีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่า ทำให้น้ำเชื่อมชนิดนี้เป็นทางเลือกของคนที่กำลังควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รวมทั้งยังทำให้เกิดการปรับสมดุลระบบทางเดินอาหาร ทำให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้น"

 

สำหรับคุณประโยชน์ของนมข้าวข้นหวาน ให้คุณค่าทางโภชนาการและคุณค่าเชิงฟังก์ชัน ในรูปแบบ 3L คือ "Less Sugar - น้ำตาลน้อย" เนื่องจาก "นมข้าวข้นหวาน" มีส่วนผสมของน้ำตาลที่ต่ำกว่า "นมข้นหวานทั่วไป" ถึง 6 เท่า นอกจากนี้ ยังมี "Less Fat - ไขมันต่ำ" และให้ "Less Calories-พลังงานน้อย" โดยนมข้าวข้นหวาน 20 กรัม (1 หน่วยบริโภค) ให้พลังงานประมาณ 30 กิโลแคลอรี่เท่านั้น อีกทั้ง มีลักษณะคล้ายกับนมข้นหวานทั่วไป คือ มีความข้นหนืด รสชาติหวานมัน กลมกล่อม แต่มีกลิ่นหอมของข้าวหอมมะลิ และมีสีขาวนวล

 

"นมข้าวข้นหวานเป็นอาหารหวานทดแทนให้กับคนที่ยังอยากรับประทานของหวาน แต่ก็อยากจะรักษาสุขภาพด้วย ซึ่งสามารถรับประทานได้หลายรูปแบบ ทั้งการเป็นดิปสำหรับจุ่มแครกเกอร์ในมื้อเช้า ราดฉ่ำๆ บนเครปเค้กหลากสีสัน หรือเลือกโรยหวานๆ กับบิงซู เป็นของหวานที่ดี มีประโยชน์ และยังมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ทั้งโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ"

อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้นำไปเลี้ยงเด็กและทารก เฉกเช่นเดียวกับนมข้นทั่วไปที่ไม่สามารถนำไปเลี้ยงเด็กและทารกได้

 

เรียกว่าเป็นนวัตกรรมทางด้านอาหารที่ตอบโจทย์คนยุคนี้ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากชาวต่างชาติ ในการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับโลก ครั้งที่ 46 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

"ในการประกวดที่สวิตฯ คณะกรรมการชาวต่างชาติต่างอเมซิ่งในนวัตกรรมของไทย ที่นำข้าวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของประเทศมาแปรรูปเป็นนมข้าวข้นหวานได้ รวมทั้งยังได้รับคำแนะนำจากผู้เข้าร่วมงานให้ทีมวิจัยพัฒนาต่อยอดเป็นสูตรนมข้าวข้นหวานไร้น้ำตาลอีกด้วย" ดร.กฤติยา กล่าว

 

ขณะที่ประเทศไทย เมื่อนมข้าวข้นหวานเปิดตัวสู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการ ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม!!

 

"เมื่อทีมวิจัยได้นำเสนอและเผยแพร่ข่าวนมข้าวข้นหวานออกไป ก็มีผู้ติดต่อเข้ามามากมาย ทั้งจากจากผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ร้านกาแฟ ผู้บริโภครายย่อย ผลการตอบรับที่ดีเกินความคาดหมายนี้ สะท้อนว่ามีผู้บริโภค และภาคอุตสาหกรรมสนใจ ต่างก็เห็นช่องทางในการผลิตนมข้าวข้นหวานเพื่อจัดจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้อย่างแน่นอน โดยมีกลุ่มลูกค้าและผู้บริโภคที่ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ"

อย่างไรก็ตาม ดร.กฤติยา ย้ำว่า ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวไทย ชิ้นนี้ ถือเป็นการให้ไอเดียกับสังคม ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ ที่สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาได้อีกมากมาย เช่น ถ้าอยากได้นมข้าวข้นหวานหลากสี ก็สามารถใช้วัตถุดิบข้าวไทยที่มีสารสีแตกต่างกันได้ ได้แก่ สารสีม่วง จากข้าวไรซ์เบอรี่ สารสีน้ำตาลชมพู จากข้าวทับทิมชุมแพ เป็นต้น การผลิตนมข้าวข้นหวานจึงสามารถใช้วัตถุดิบจากข้าวสายพันธุ์ที่มีความหลากหลายได้

 

"จึงคาดหวังว่า ประเทศไทยจะกลายเป็นแหล่งของผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวไทยอย่างหลากหลาย ที่มีรสชาติอร่อยอย่างมีคุณค่าเชิงโภชนาการและคุณประโยชน์เชิงโภชนเภสัช"

 

นอกจากนี้ การรังสรรค์สิ่งใหม่ๆ จากข้าวไทย ยังช่วยสร้างและเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ประโยชน์จากข้าวด้อยคุณภาพและข้าวหัก ที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้อีกด้วย 

 

"สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่คนไทย สำหรับความเข้าใจและความใส่ใจในการรับประทานที่ถูกต้อง ควรลดการรับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ดังนั้น ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์นมข้าวข้นหวานจึงช่วยสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภค และเป็นผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือก ที่จะส่งเสริมสุขภาพผู้บริโภค และช่วยป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้"

 

อย่างไรก็ตาม ผลงานวิจัยนี้ยังเป็นงานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการ ซึ่งกำลังศึกษาวางแผนการผลิตในระดับอุตสาหกรรมควบคู่กับการศึกษาทางด้านการแพทย์ในอนาคต นอกจากนี้ ทางทีมวิจัยยังต้องการสร้างความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชนในการสนับสนุนทุนอุดหนุนวิจัย เพื่อทำให้นมข้าวข้นหวานเพื่อสุขภาพได้ออกวางจำหน่ายตามท้องตลาดในประเทศไทยและภูมิภาคได้ในอนาคตอันใกล้