ศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคม ‘Wanita’ ปลุกพลังผู้หญิงในสามจังหวัดชายแดนใต้

ที่ผ่านมา เรามักเห็นแต่ข่าวความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทว่าเรื่องราวอีกด้านในมุมที่งดงาม กลับไม่ค่อยมีถูกนำเสนอเท่าไหร่นัก การรับรู้ของคนทั่วไปเกี่ยวกับพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภายใต้จึงเป็นเสมือนภาพมืดดำ

                “เราไม่ต้องการเสนอความดราม่า หรือพูดว่าผู้หญิงกลุ่มนี้น่าสงสาร เพราะความสงสารมันใช้ได้แค่ครั้งเดียว และได้ผลเพียงระยะสั้นๆ ดังนั้นสิ่งที่เราพยายามสื่อสาร ก็คือการทำให้คนภายนอกรู้ว่าผู้หญิงกลุ่มนี้มีศักยภาพ และสามารถยืดหยัดด้วยตัวเองได้”

                ญา - อลิญา หมัดหมาน เล่าถึงจุดยืนในการทำงานของ ‘Wanita’ (วานีตา) ศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคม ที่มุ่งส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มผู้หญิงในสามจังหวัดชายแดนภายใต้ โดยมีภารกิจใน 4 ด้าน คือ ฝึกอบรมด้านอาชีพการทำธุรกิจ และสร้างภาวะผู้นำ, เป็นตัวกลางในการเชื่อมสินค้าของกลุ่มผู้หญิงสู่ตลาด, สื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงบุคคลภายนอก ให้รับรู้ถึงมุมมองใหม่ๆ ของกลุ่มผู้หญิงในสามจังหวัดชายแดนใต้ และสุดท้าย ช่วยสนับสนุนเงินทุนสำรองในการทำธุรกิจ

                ในฐานะของหัวหน้าโครงการ อลิญาเล่าว่าโครงการนี้เพิ่งเริ่มดำเนินการมาประมาณ 8-9 เดือน เป็นโครงการซึ่งต่อยอดมาจาก โครงการความร่วมมือเพื่อสร้างภาวะผู้นำทางเศรษฐกิจของผู้หญิงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งดำเนินการระหว่างปี 2012 - 2015

                “เมื่อโครงการนั้นจบลง เรารู้สึกว่ายังอยากจะไปต่อ เพราะเรายังมองเห็นโอกาสที่จะช่วยให้กลุ่มผู้หญิงเติบโตอย่างยั่งยืน จึงหันมาทำในช่องทางของธุรกิจเพื่อสังคม”

                ปัจจุบันมีกลุ่มที่เข้าร่วมกับ Wanita ทั้งสิ้น 29 กลุ่ม เป็นกลุ่มผู้หญิงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่รวมตัวกันประกอบอาชีพตามที่ตนเองถนัด อาทิ  กลุ่มสตรีบ้านพ่อเทพ กลุ่มทุเรียนกวนบ้านบูเก๊ะ กลุ่มจักสานไม้ไผ่บ้านทุ่ง กลุ่มกือโป๊ะเชื่อมทอดกรอบ กลุ่มกระเป๋าผ้าปาเต๊ะชุมชนโรงอ่าง ฯลฯ

                ทุกวันนี้ศูนย์ธุรกิจเพื่อสังคม Wanita มีสำนักงานอยู่ที่จังหวัดปัตตานี ขณะที่ตัวของอลิญาเอง ปักหลักทำงานอยู่ในพื้นที่มาได้ราวๆ สองปีแล้ว

 

               

บทบาทของผู้ตาม ความเคยชินที่ต้องก้าวข้าม

            ในช่วงแรกที่อลิญาลงไปทำงานในพื้นที่ เธอพบว่ากลุ่มผู้หญิงส่วนใหญ่ มักจะมีบุคลิกที่ขาดความมั่นใจ อันเนื่องมาจากบริบทของวัฒนธรรมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ และผู้หญิงมีบทบาทเป็นผู้ตาม ซึ่งเธอมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องก้าวข้ามและต้องเตรียมรับมือ เพราะท่ามกลางสถานการณ์รุนแรง หากเกิดความสูญเสียขึ้นกับหัวหน้าครอบครัว คนที่ต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแบบไม่ทันตั้งตัว ก็คือพวกเธอนั่นเอง 

                “ด้วยบริบทของคนในพื้นที่ ที่ผู้หญิงจะมีบทบาทเป็นผู้ตามมากๆ ซึ่งเป็นบริบทที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ยิ่งถ้าเป็นแถบนอกเมือง ผู้หญิงจะเป็นแม่บ้านที่ทำงานอยู่แต่ในบ้าน ถ้าจะออกจากบ้านต้องขออนุญาตสามีก่อน อะไรทำนองนี้ มันจึงเป็นบริบทที่ทำให้ผู้หญิงในพื้นที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าที่จะทำอะไรด้วยตัวเอง

                “แต่วันหนึ่งเมื่อสถานการณ์บีบให้ผู้หญิงต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเนื่องจากสูญเสียสามีไป ส่วนใหญ่ก็จะตั้งตัวไม่ทัน และไม่รู้ว่าต้องก้าวต่อไปอย่างไร เพราะเขาไม่เคยถูกเตรียมความพร้อมให้ขึ้นมาเป็นผู้นำ”

                เมื่อเห็นปัญหา ศูนย์ Wanita จึงวางแนวทางในการเสริมสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ เริ่มจากการเข้าไปส่งเสริมความรู้และทักษะอาชีพต่างๆ โดยประสานความร่วมมือกับองค์กรและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพของกลุ่มผู้หญิง ให้สามารถประกอบอาชีพและหารายได้ด้วยตัวเอง

               

                “หลังจากทำงานมา 5-6 ปี จากเดิมที่ผู้หญิงไม่มีความมั่นใจ  ไม่ค่อยกล้าพูดกล้าแสดงออก พอเราเข้าไปทำกิจกรรมกับเขา ได้เวิร์คช็อปร่วมกัน ได้ลองเปิดตลาดร่วมกัน ทำให้เราค่อยๆ เห็นการเปลี่ยนแปลงของเขา บางคนจากที่เวลาจัดเทรนนิ่งแล้วจะนั่งเงียบๆ แต่ในครั้งถัดมากลายเป็นว่าเขาเริ่มมีข้อสงสัย กล้าซักถามมากขึ้น มีความมั่นใจในการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราอยากจะเห็นมากๆ เพราะเราเชื่อว่าถ้าเขามีความมั่นใจในตัวเอง เขาจะสามารถทำอะไรต่างๆ ได้อีกมากมาย”

                “เราเห็นศักยภาพของผู้หญิงเหล่านี้เยอะ เพียงแต่ว่าตัวเองเขาเองอาจไม่ค่อยได้รับโอกาสให้แสดงออก หรือแสดงศักยภาพเท่าไหร่ ด้วยบริบทของสังคม ประเพณี วัฒนธรรม มันเลยทำให้เขาไม่มีความมั่นใจ เราจึงคิดว่าถ้าเราอยากสนับสนุนเขา ก็ควรจะสนับสนุนในแง่ของโอกาสให้เขาได้ทำอะไรสักอย่าง”

 

ความมั่นใจเกิดขึ้นได้ เมื่อมี ‘เศรษฐกิจ’ อยู่ในมือ

                อลิญาเล่าว่า อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงในพื้นที่ไม่มีความมั่นใจ ก็เพราะว่าพวกเขาไม่มี ‘เศรษฐกิจ’ อยู่ในมือ    “สำหรับเราสิ่งที่สำคัญลำดับแรก ก็คือเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ ช่วยกระจายรายได้และสร้างงานให้กับคนในพื้นที่ ช่วยให้เขาไม่ต้องอพยพไปหางานที่อื่น”

                “เราเชื่อว่าคนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นคนจน หรือคนที่ขาดโอกาส หากวันหนึ่งเขามีเศรษฐกิจที่ดีอยู่ในมือ เขาจะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ซึ่งความมั่นใจตรงนี้ มันจะนำเขาไปสู่สิ่งอื่นๆ ที่เขาอยากทำหรืออยากมีส่วนร่วมได้ ไม่ว่าจะเป็นแง่การเมือง หรือกระบวนการสร้างสันติภาพ”

                “เราคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติมากเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ถ้ามีเศรษฐกิจที่ดีอยู่ในมือ เขาจะมีความมั่นใจในการแสดงสิทธิ์แสดงเสียงของตัวเอง แต่ตอนนี้คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ยังไม่มีสิ่งนี้ เราจึงพยายามช่วยด้านเศรษฐกิจเป็นลำดับแรก เพื่อที่วันหนึ่งเขาจะสามารถเดินไปถึงจุดที่สามารถแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็นของเขาได้อย่างมั่นใจ”

                เมื่อถูกถามว่าจนถึงตอนนี้ สิ่งที่ทำไปเริ่มเห็นผลมากน้อยแค่ไหน อลิญาตอบอย่างภูมิใจว่าเริ่มเห็นผลแล้ว โดยวัดจากการที่สินค้ากลุ่มผู้หญิงหลายๆ กลุ่มในโครงการ เริ่มเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง

                “ส่วนหนึ่งที่คิดว่าประสบความสำเร็จ ก็คือเราสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มผู้หญิงได้จริงๆ เช่น กลุ่มโรงอ่าง ที่ผลิตกระเป๋าผ้าปาเต๊ะ เราสามารถเชื่อมให้บริษัทเอกชนอย่าง พรีเมียร์กรุ๊ปได้ หนึ่งในคือโรงแรมรายาวดี ที่สั่งผ้าปาเต๊ะจากกลุ่มนี้ เอาไปทำเป็นคีย์การ์ดของโรงแรม จนถึงตอนนี้เขาก็ยังมีออร์เดอร์มาเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่สั่งครั้งเดียวจบ นี่เป็นสิ่งที่เราอยากเห็น เพราะมันหมายถึงความยั่งยืน”

                ทั้งนี้ เป้าหมายด้านการพัฒนาศํกยภาพทางเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นเพียงเป้าหมายเบื้องต้นเท่านั้น เพราะเป้าหมายใหญ่ที่อลิญาใฝ่ฝัน ก็คือการสร้างสันติภาพ

                “ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราอยากเห็นก็คือสันติภาพในพื้นที่ ซึ่งเราเชื่อว่ามันจะมีจริงขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อคนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ ณ ตอนนี้เขาไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้เต็มที่ เพราะเขายังไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เขายังไม่มีเศรษฐกิจอยู่ในมือ”        

                “ยอมรับว่าตอนนี้เราก็กำลังฝันอยู่นะ ฝันมากๆ เลยว่าอยากเห็นสันติภาพเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เราทำขณะนี้ก็คือค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้น ในเมื่อเรายึดทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก เราก็ต้องทำมันให้ดี ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่สุดเหมือนกัน ศูนย์วานีตาเองก็ต้องค่อยๆ เดินไปพร้อมกับคนในพื้นที่ ค่อยๆโตไปด้วยกัน”

 

                                

พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เลวร้ายจริงหรือ?

           

                ที่ผ่านมา เรามักเห็นแต่ข่าวความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทว่าเรื่องราวอีกด้านในมุมที่งดงาม กลับไม่ค่อยมีถูกนำเสนอเท่าไหร่นัก การรับรู้ของคนทั่วไปเกี่ยวกับพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภายใต้จึงเป็นเสมือนภาพมืดดำ ซึ่งในมุมของอลิญานั้น เธอมองว่าเป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของความจริง

                “ส่วนตัวเราเอง จากการที่เข้ามาทำงาน อาศัยอยู่ในพื้นที่ได้ประมาณสองปี รู้สึกว่ามันคือที่ที่ทำให้เราหาสันติภาพให้กับตัวเองได้ มันอุดมสมบูรณ์ ผู้คนอัธยาศัยดี อาหารก็อร่อย ก็เลยอยากให้คนทั่วๆ ไปได้ลองเปลี่ยนแปลงมุมมองบ้าง ทั้งกับตัวพื้นที่เอง และกับคนที่อาศํยอยู่ในพื้นที่

                “ตอนแรกที่เราไปอยู่ก็กลัวเหมือนกันนะ แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ ยิ่งมีความรู้สึกชอบพื้นที่นี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราจะได้เห็นรูปแบบของวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างไทย จีน มลายู อย่างชัดเจนมากๆ เป็นพื้นที่หนึ่งซึ่งมีอัตลักษณ์ของตัวเองสูงมาก ซึ่งมันมีเสน่ห์ และมีอะไรให้เราเรียนรู้อีกเยอะ ชวนมาเที่ยวค่ะ (หัวเราะ)” 

                “สถานการณ์ความรุนแรง มันก็มีอยู่ตลอดแหละ และเราก็ไม่รู้ด้วยว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่ จริงๆ เราไม่ชอบที่จะพูดคำนี้เลย ก็คือคำว่าเราอยู่ในพื้นที่ด้วยความเคยชินกับความรุนแรง เพราะมันไม่ควรเป็นสิ่งที่เราจะต้องมา ชิน กับมัน แต่ถ้าหากว่าเราไม่ชินกับมัน หรือยอมรับสถานการณ์ตรงนี้ไม่ได้ เราก็จะไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ได้ เพราะมันจะมีความหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้ ก็คือพยายามระมัดระวังตัวเองให้มากที่สุด เวลามีการจัดกิจกรรมหรือลงพื้นที่ ก็จะมีการเฝ้าระวัง และคอยติดตามข่าวก่อนทุกครั้ง”

                ขณะเดียวกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นการสื่อสารหรือนำเสนอเรื่องราวของผู้คนในพื้นที่ ถูกหยิกยกขึ้นมาด้วยความดราม่า ความน่าสงสาร

                “จากประสบการณ์ที่เราทำงานมา เรารู้สึกว่าการสื่อสารด้วยความดราม่า มันไม่ได้ช่วยกระตุ้นให้ความเป็นอยู่ของกลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ดีขึ้นเลย เราก็เลยพยายามสื่อสารในแนวทางใหม่ ที่มองว่าผู้หญิงเหล่านี้ก็มีความสามารถนะ เขาสามารถทำอะไรก็ได้ ถ้าเกิดเขามีไกด์ไลน์ที่ดี หรือมีการเสริมความรู้ทักษะให้กับเขา แล้วในมุมของกลุ่มผู้หญิงเอง เขาก็ไม่ได้ต้องการความสงสาร หรือไม่ต้องการให้ใครมองว่าเขาน่าสารด้วย สิ่งที่เราพยายามทำก็คือช่วยปรับมุมมอง ว่าเขาคือมีความสามารถ มีศักยภาพที่จะทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องใส่ความดราม่าหรือน่าสงสารเข้าไปเลย” อลิญาทิ้งท้ายถึงความหมายของคำว่า Wanita ซึ่งมาจากภาษามลายู แปลว่า ผู้หญิง

                “เราคิดว่าผู้หญิงทุกคนบนโลกนี้มีความสามารถ มีความฝันเป็นของตัวเอง และมีศักยภาพพอที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เพียงแต่เขาบริบทในสังคมของเขาจะเอื้อให้เขากล้าลุกขึ้นมาทำได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง”

 

หมายเหตุ : เข้าไปดูกิจกรรมของ Wanita รวมถึงรายละเอียดของกลุ่มอาชีพต่างๆ ได้ที่ http://www.wanita.in.th/ และทางเพจเฟซบุ๊คWanita